[LF] Twist Around 2 - END

posted on 01 Jul 2013 21:11 by katsukipri in fic
 
 
Panormal Story : Twist Around 2

Status :   END part

Fandom: Bigbang [T.O.P x G-Dragon]

Author: Kat Jung

Copyreader : ~HaRuChUn~_1218 >///<

Genre: Yaoi, AU, Thrilling & Romantic Comedy

Rating:  PG-15+ ^^ 
  




Note :  มาตามสัญญา อิอิ









Posted Image

 






Twist Around 2






CH10 :  Promise Well
 

 

 

ซึงฮยอนกำลังคิดอย่างจริงจังว่าจะต้องมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในครอบครัวของตนอย่างแน่นอน

 

 

ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น?

 

 

นั่นก็เพราะพฤติกรรมที่พ่อบังเกิดเกล้ากระทำต่อเขามาตลอดทั้งวันน่ะสิ!

 

 

เริ่มตั้งแต่ตอนเช้าที่เขาต้องตื่นขึ้นมาด้วยวิธีการปลุกที่รุนแรงสุดแสนจะทารุณกรรม(?)จากฝีตีนของชายผู้เป็นพ่อแล้ว ต่อจากนั้นไม่ว่าเขาจะทำอะไร จะพูดอะไรเป็นต้องโดนแทรกโดนขัดจากนายชเวซึงวอนตลอด โดยเฉพาะเวลาที่เขาต้องการพูดหรือต้องการเข้าไปใกล้ชิดกับน้องชายด้วยแล้ว พ่อของเขาก็ยิ่งขัดขวางเข้าไปใหญ่ แถมยังหาทางกลั่นแกล้งเขาสารพัด อย่างเช่นตอนนี้ที่เขาถูกใช้ให้มาตัดหญ้าในสวนหย่อมหน้าบ้านท่ามกลางแสงแดดร้อนจัดยามบ่ายของวัน ทั้งๆที่เป็นวันหยุดที่ควรจะได้พักผ่อนสบายๆแต่เขากลับต้องมาโดนใช้งานเยี่ยงทาส

 

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกใจ ซึงฮยอนเกิดความข้องใจสงสัยในการกระทำของพ่อตัวเองเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าจริงๆแล้วพ่อคง...

 

 

“พี่ชายฮะ”

 

 

ขณะที่กำลังคิดทบทวนอะไรเพลินๆอยู่ จู่ๆเขาก็ถูกเรียกขาน เสียงหวานคุ้นหูนั้นทำให้ซึงฮยอนหยุดความคิดทุกอย่างแล้วหันไปสนใจทางต้นเสียงดังกล่าวแทน

 

 

“ครับ” คนเป็นพี่ชายขานรับพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเห็นน้องชายมายืนทำตัวน่ารักอยู่ตรงหน้า

 

 

“จียงเอาน้ำมาให้ฮะ”

 

 

“ขอบคุณนะ” ซึงฮยอนว่าพลางยื่นมือไปรับขวดน้ำเย็นที่น้องชายยื่นส่งมาให้ แต่ก็ไม่วายถือโอกาสฉวยมือเล็กข้างนั้นมากอบกุม โดยที่อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะขัดขืน

 

 

“พี่ชายเหนื่อยไหมฮะ?” จียงถามขณะกางร่มออกแล้วขยับกายเข้าไปใกล้คนเป็นพี่มากขึ้น เขาอยากจะช่วยพี่ชายให้หลบจากแดดร้อนๆที่อาจจะทำให้อีกฝ่ายไม่สบายขึ้นมาได้สักนิดก็ยังดี

 

 

“ก็เหนื่อยครับ แต่พอเห็นหน้าจียงแล้วก็หายเหนื่อยเลย” พูดจบซึงฮยอนก็ยิ้ม แถมยังยิ้มมากขึ้นอีกเมื่อได้เห็นอาการเขินหน้าแดงของคนตรงหน้า

 

 

“พี่ชายอะ ก็พูดเว่อร์ไป”

 

 

“ไม่หรอก ไม่เว่อร์ไปสักนิด” ซึงฮยอนว่าอย่างนั้น แต่พอเห็นจียงทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ เขาก็เลยต้องยืนยันอีกครั้ง

 

 

“จริงๆนะครับ...เพราะแค่เพียงเห็นหน้าจียงแล้วก็รู้ว่าจียงเป็นห่วงเป็นใยในตัวพี่ แค่นี้ความเหนื่อยล้าก็ระเหยหายกลายไปไอไปจนหมดแล้วละ”

 

 

ซึงฮยอนพูด พูดแล้วก็ยิ้ม แสดงยิ้มจากใจที่แฝงไว้ด้วยความรักใคร่อันมากมาย แล้วก็ดูเหมือนว่าจียงก็จะรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นได้จากรอยยิ้มและสายตาที่พี่ชายถ่ายทอดผ่านมาให้ จนทำให้หัวใจดวงน้อยเหมือนกำลังค่อยๆพองฟูขึ้นมาอย่างเบิกบาน

 

 

สองพี่น้องจับมือจ้องตากันอยู่อย่างนั้น และคงจะจ้องกันอย่างหวานเชื่อมต่อไปอีกพักใหญ่ ถ้าไม่มี...

 

 

“แฮ่ม!”

 

 

เสียงกระแอมไอดังออกมาจากพุ่มไม้ พร้อมการปรากฎกายของชายสูงวัยเจ้าของบ้านอย่างกะทันหัน ที่ทำให้คนทั้งคู่ต้องผละจากกัน ตาทั้งสองคู่เบิกกว้างอย่างตกใจ

 

 

“แดดร้อนจะตาย จียงเข้าบ้านไปลูก เดี๋ยวไม่สบาย”

 

 

ได้ยินคนเป็นพ่อเรียกให้กลับ อารมณ์ฟูฟ่องของจิตใจที่ได้อยู่ใกล้ๆคนที่รักก็เหี่ยวแฟบลงทันใด จียงละล้าละลังไม่อยากจากพี่ชายไป จนกระทั่งพ่อใหญ่ต้องเอ่ยซ่ำอีกครั้ง เจ้าตัวถึงได้ยอมตัดใจเดินจากไปด้วยความหมองเศร้า

 

 

ซึงวอนเห็นลูกชายคนโตกำลังใช้สายตาละห้อยหามองตามร่างบางของลูกชายคนเล็กที่เดินเข้าบ้านไปก็รู้สึกหมันไส้ระคนทดท้อในหัวใจอย่างไรบอกไม่ถูก ชายสูงวัยกระแอมไออีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากสั่งงาน

 

 

“ส่วนแกนะซึงฮยอน พอตัดหญ้าเสร็จแล้ว ก็ไปล้างอ่างปลา ถ่ายน้ำ ขัดหินเอาขี้ตะไคร่ออก ล้างแล้วก็ค่อยไปใส่ปุ๋ยรดน้ำต้นไม้ให้รอบบ้าน...อ้อ อย่าลืมล้างรถด้วยนะ ทุกคันละ” 

 

 

สั่งเสร็จคนเป็นพ่อก็เดินจากไป ทิ้งให้ลูกชายยืนอึ้งอยู่กลางแดดคนเดียว

 

 

นี่ไง! นี่ไงละ! พฤติกรรมแบบนี้แหละ!

 

 

ทั้งกีดกันลูกชายตัวเองอย่างกับเป็นคนอื่น แถมใช้งานเหมือนกับเป็นคนสวนไม่ก็คนใช้ แต่กลับเอาใจใส่จียงมากราวกับไม่ใช่ลูกผู้ชาย สุดท้ายคอยกลั่นแกล้งเขาอย่างกับเป็นผู้ชายที่มาเข้าจีบลูกสาวของพ่ออย่างไรอย่างนั้น 

 

 

ดังนั้น จะไม่คิดว่าพ่อเขาเข้าใจผิดได้ยังไงละ! เฮ้อ...

 

 

ซึงฮยอนคิดอย่างอ่อนอกอ่อนใจ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากก้มหน้าก้มตาทำงานต่างๆที่ถูกสั่งให้ทำต่อไป โดยไม่มีสิทธิ์ปริปากบ่นอะไรใดๆทั้งสิ้น

 

 

ตลอดสองวันมานี้ ทั้งๆที่เป็นวันหยุดอันแสนจะน้อยนิดสำหรับทนายชื่อดัง เป็นวันหยุดที่ทนายวัยกลางคนอย่างชเวซึงวอนควรจะได้พักผ่อนให้สบายกายสบายใจ แต่เขากลับเอาเวลาทั้งหมดมาใช้ในการจับตามองสอดส่องพฤติกรรมและการกระทำของลูกชายทั้งสองคนอย่างเข้มงวด

 

 

ช่วงสายของวันนี้ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เขาพาภรรยาไปแวะเยี่ยมเยียนเพื่อนสนิทเก่าแก่ตั้งแต่สมัยเรียน ที่ยังคงไปมาหาสู่กันอย่างสม่ำเสมอ โดยที่ไม่ลืมหนีบลูกชายคนเล็กไปด้วยทั้งที่ไม่จำเป็นต้องพาไปก็ได้ แต่เขาก็ไม่อยากปล่อยให้ลูกชายทั้งสองคนอยู่บ้านกันตามลำพัง ด้วยไม่ไว้ใจว่าถ้าปล่อยให้อยู่ด้วยกันสองต่อสองแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

 

เอาจริงๆก็คือซึงวอนกลัว และยังไม่อาจจะทำใจได้ แม้จะพยายามกล่อมตัวเองให้ปล่อยวางมากเท่าไหร่ก็ตาม

 

 

“พ่อ..พ่อคะ นี่คุณ!!”

 

 

“ห่ะ ห๊ะ!!” ซึงวอนสะดุ้งโหยงเพราะเสียงภรรยาที่มาตะโกนเรียกอยู่ข้างหู “ม..มีอะไรเหรอแม่?”

 

 

เห็นคนเป็นสามีหันมาถามด้วยใบหน้างุนงงกลายเป็นคนแก่เอ๋อรับประทานแล้วฮยอนอาก็ต้องส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ

 

 

“แม่น่ะไม่มีอะไรหรอกค่ะ แต่พ่อน่ะสิมัวนั่งเหม่ออะไรคะ ทำไมไม่ลงจากรถสักที”

 

 

“เอ๊ะ! อ้าว...” พอรู้สภาพตัวเองแล้วซึงวอนก็ได้แต่ยิ้มแหยพร้อมหัวเราะแหะๆอย่างจืดเจื่อน เพราะดูเหมือนว่าเขาจะคิดอะไรๆมากไปจนไร้สติ ทั้งๆที่ขับรถมาจอดเทียบหน้าบ้านตัวเองตั้งนานแล้วแต่กลับไม่รู้ตัว

 

 

พอระลึกได้ดังนั้น เขาก็เสียววูบไปถึงกลางสันหลัง เพราะถ้าหากระหว่างทางที่ขับรถเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาละก็...ทั้งเขา ทั้งภรรยา ทั้งลูก...

 

 

อา...แค่คิด ก็รู้สึกผิดบาปซะจนต้องตบหน้าตัวเองให้คืนสติหลายๆที

 

 

“อ้าวพ่อ ตบหน้าตัวเองทำไมละนั่น!?” ฮยอนอาถามอย่างตกใจระคนสงสัย ในการกระทำของชายผู้เป็นสามี

 

 

“ไม่มีอะไรๆ” ซึงวอนปฏิเสธ ก่อนจะนึกขึ้นได้ “เอ้อ แล้วจียงละแม่”

 

 

“ลูกเข้าบ้านไปตั้งนานแล้ว ความจริงแม่ก็เดินไปถึงหน้าประตูบ้านแล้วด้วยซ้ำ แต่หันมาเห็นพ่อยังเหม่ออยู่บนรถ ก็เลยเดินมาดูเนี่ย”

 

 

“อา..งั้นหรือ” ฟังที่ภรรยาพูดมาแล้วซึงวอนก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แม้จะดูจืดเจื่อนไปบ้างก็ตามที

 

 

“แม่เข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวพ่อเอากล้วยไม้ที่แจซอกให้มาไปไว้ในโรงเรือนก่อน” ซึงวอนบอก ซึ่งฮยอนอาก็พยักหน้ารับก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไป

 

 

ชายสูงวัยหากแต่ยังดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงมากนักเดินเข้าไปในโรงเรือนที่เรียงรายเต็มไปด้วยกระถางต้นไม้สุดรัก เขานำต้นกล้วยไม้ที่ได้รับมาใหม่ไปแขวนไว้บนระแนงไม้ที่จัดไว้ให้เฉพาะ

 

 

ซึงวอนมองดูโรงเรือนด้วยความภาคภูมิใจ เขาลงทุนสร้างโรงเรือนเก็บอุณหภูมิหลังเล็กนี้ขึ้นมาเพื่อกล้วยไม้แสนรักโดยเฉพาะ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของที่ทางแถบนี้มีฤดูหนาวที่ค่อนข้างหนาวจัด จึงไม่ค่อยเหมาะสมสำหรับการเพาะพันธุ์เลี้ยงดูกล้วยไม้ซึ่งเป็นพืชเขตอบอุ่นเท่าไร เพราะเลี้ยงกล้วยไม้เขตร้อนในเมืองหนาวไม่ได้ และเลี้ยงกล้วยไม้เขตหนาวในเมืองร้อนไม่ได้เช่นกัน

 

 

แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อต้นไม้ที่เขาชอบที่สุดอย่างกล้วยไม้รองเท้านารี ซึ่งเป็นกล้วยไม้ในสกุลPaphiopedilum1 ดันมีแหล่งกำเนิดอยู่ในเขตอบอุ่น และเขตร้อนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อินเดีย ฟิลิปปินส์ พม่า มาเลเซีย และในประเทศไทยซึ่งพบกล้วยไม้รองเท้านารีขึ้นอยู่ในป่าทั่วๆไป ไม่ใช่ตั้งอยู่ในคาบสมุทรเกาหลีทอดตัวไปทางทิศใต้ทางด้านตะวันออกของทวีปเอเชียอย่างนี้

 

 

ซึงวอนทอดสายตาชื่นชมเหล่าลูกสาวแสนสวยที่ถูกแขวนเรียงรายอยู่อีกครั้ง ก่อนจะหันกายเดินกลับออกจากเรือนไป

 

 

ตอนแรกเขาตั้งใจจะเดินไปดูการทำงานของลูกชายคนโตว่าสำเร็จลุล่วงไปตามที่สั่งการไปหรือไม่ เพราะวันนี้เขาสั่งให้เจ้าลูกชายทำซุ้มไม้เลื้อยไว้สำหรับประดับตกแต่งสวนใหม่ตั้งแต่เช้า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าได้เรื่องได้ราวไปถึงไหน แต่เดินๆไปได้ไม่เท่าไหร่เขาก็ได้ยินเสียงเหมือนคนหยอกล้อพูดคุยกันดังแว่วมาจากบริเวณดังกล่าว ขายาวจึงก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ โดยไม่ลืมผ่อนฝีเท้าให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

“พี่ชายฮะ พี่กำลังจะปลูกต้นอะไรเหรอ?”

 

 

“อ้อ นี่น่ะเหรอ เขาเรียกว่าสร้อยอินทนิล2น่ะครับ”

 

 

“เอ๋? ส..สอย อะไรนะฮะ ทำไมชื่อเรียกยากจัง”

 

 

“ฮ่าๆ สร้อยครับ ไม่ใช่สอย...ไอ้เจ้าสร้อยอินทนิลนี่น่ะเป็นไม้เลื้อยที่พ่อเขาไปเอาพันธุ์มาเพาะตอนไปเที่ยวประเทศไทยครั้งก่อนน่ะ เห็นว่าดอกเป็นสีฟ้าอ่อน ออกเป็นช่อยาวระย้าลงมาสวยมากเชียวละ” คนเป็นพี่ชายอธิบายให้น้องชายที่นั่งอยู่ข้างๆฟังอย่างสนอกสนใจ โดยมีคุณพ่อที่มานั่งหลบแอบฟังบทสนทนาของลูกๆพยักหน้าตามไปด้วย

 

 

“ว้าว..อยากเห็นจังเลยน้า ว่าแต่พ่อใหญ่นี่ชอบพรรณไม้จากเมืองไทยจังเลยนะฮะ”

 

 

“อื้ม แต่ไม่ใช่แค่ชอบหรอกนะ พ่อน่ะหลงเสน่ห์ต้นไม้พวกนี้จริงๆจังๆเลยละ”

 

 

“ฮ่าๆ นั่นสิเนอะ จียงละอยากเห็นตอนมันออกดอกไวๆจัง”